3 เทคนิคชนะใจคนรอบข้าง

171105-reallive-life-self-improvement

3 เทคนิคชนะใจคนรอบข้าง

ชีวิตการทำงานย่อมต้องมีการพบปะผู้คนไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า ลูกค้า ลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงาน ซึ่งหากคุณสามารถชนะใจพวกเขาเหล่านี้ได้ ย่อมส่งผลให้การทำงานของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยวันนี้ทาง Reallive จะมาแนะนำ 3 เทคนิคง่ายๆในการชนะใจคน เพื่อให้คุณกลายเป็นที่รักของคนรอบข้าง และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างยอดเยี่ยม

1. ยกย่องสรรเสริญผู้อื่นเมื่อพวกเขาทำเรื่องดีๆ

มนุษย์ทุกคนนั้นมีความต้องการพื้นฐานที่เหมือนกัน เช่น ความต้องการปัจจัยสี่ ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย ฯลฯ ซึ่งโดยมากมักได้รับการตอบสนองตามปกติอยู่แล้ว แต่มีความต้องการอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความต้องการอันแรงกล้า และเป็นความต้องการที่ทำให้มนุษย์อย่างเราๆแตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน นั่นก็คือ “ความต้องการการยอมรับหรือรู้สึกเป็นคนสำคัญ” เช่น สมมติคุณไปประกวดสุนัขและได้รางวัลที่หนึ่ง คุณย่อมรู้สึกดีใจหรือภูมิใจที่ได้รางวัลมา แต่สุนัขของคุณกลับไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยเลย

นอกจากนี้ความต้องการดังกล่าวยังเป็นแรงจูงใจให้มนุษย์เกิดพฤติกรรมต่างๆ เพื่อให้ได้รับการยอมรับหรือรู้สึกเป็นคนสำคัญ เช่น เด็กที่ตั้งใจเรียนเพื่อต้องการการยอมรับจากพ่อแม่ หรือคนที่คอยเทคแคร์ผู้อื่นเพื่อต้องการรู้สึกเป็นคนสำคัญของคนผู้นั้น ด้วยเหตุนี้ลึกๆแล้วมนุษย์ทุกคนจึงย่อมต้องการการยอมรับจากผู้อื่น หรือรู้สึกเป็นคนสำคัญของผู้อื่น ดังนั้นจะดีแค่ไหนหากคุณเป็นคนที่นำสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดต่อจิตใจไปมอบให้แก่พวกเขา โดยการพูดยกย่องสรรเสริญเมื่อพวกเขาทำเรื่องดีๆ

อย่างไรก็ตามการพูดยกย่องสรรเสริญและการพูดประจบสอพลอนั้นก็มีเส้นบางๆกั้นอยู่ ซึ่งคุณต้องระมัดระวังให้ดี โดยสิ่งที่ใช้แยกแยะระหว่างสองสิ่งนี้ก็คือ “ความจริงใจ” หากคุณกล่าวยกย่องสรรเสริญผู้อื่นด้วยความจริงใจ ผู้ที่ได้รับการยกย่องจากคุณย่อมรู้สึกได้ว่าคุณพูดจากใจจริง แต่หากคุณพูดยกย่องไปโดยปราศจากความจริงใจ คำพูดดังกล่าวก็จะกลายเป็นเพียงแค่ลมที่ออกจากปาก และอาจถูกมองว่าเป็นการพูดประจบสอพลอได้

2. อย่าตำหนิติเตียนผู้อื่น

หากคุณลองไปสัมภาษณ์นักโทษในเรือนจำ คุณจะพบว่ามีนักโทษเพียงไม่กี่คนหรอกที่ยอมรับว่าตัวเองได้กระทำความผิดมา ทั้งนี้เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์นั้น มนุษย์มักจะไม่กล่าวโทษตนเองก่อนเป็นอันดับแรก ดังนั้นการกล่าวตำหนิติเตียนผู้อื่นจึงเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ เพราะจะทำให้ผู้ถูกตำหนิพยายามหาข้อแก้ตัวต่างๆ และพยายามที่จะเข้าข้างตัวเอง

การตำหนิติเตียนเป็นภัยต่อมนุษย์ เพราะมันสามารถทำให้จิตใจอันภาคภูมิของมนุษย์ได้รับความปวดร้าว และทำลายความรู้สึกแห่งการเป็นคนสำคัญ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการทำลายความต้องการตามข้อ 1 หรือความต้องการการยอมรับหรือรู้สึกเป็นคนสำคัญ ซึ่งเป็นความต้องการอันแรงกล้าของมนุษย์

ดังนั้นแทนที่จะมัวแต่กล่าวโทษตำหนิติเตียนผู้อื่น ทางที่ดีคุณควรพยายามเห็นใจพวกเขา และลองมองค้นหาความจริงว่าทำไมพวกเขาถึงได้กระทำไปเช่นนั้น การกระทำเช่นนี้จะเป็นการดีกว่าการกล่าวโทษตำหนิติเตียนผู้อื่น เพราะจะช่วยฝึกฝนคุณให้เป็นคนที่รู้จักอดทน มีความกรุณาปรานี รวมทั้งเป็นผู้รู้จักเห็นอกเห็นใจและเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ประเสริฐและดีงาม

3. จูงใจผู้อื่นด้วยสิ่งที่พวกเขาต้องการ

หากคุณเป็นคนชอบกินลูกชิ้นเวลาตกปลา แต่ปลากลับไม่ได้ชอบกินลูกชิ้นเหมือนกับคุณ ดังนั้นเวลาตกปลาคุณจึงไม่ได้ใช้ลูกชิ้นเป็นเหยื่อแต่ใช้ไส้เดือนแทน ท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะงงว่าผมกำลังบ่นอะไร 555+ แต่จริงๆสิ่งที่ผมจะสื่อก็คือทำไมเราไม่ใช้จิตสำนึกในการปฏิบัติต่อผู้อื่นแบบเดียวกันกับการตกปลา

ทั้งนี้เพราะวิธีที่ทรงพลังอย่างมากในการจูงใจผู้อื่น ก็คือการพูดถึงสิ่งที่เขาต้องการ และบอกเขาว่าต้องทำอย่างไรจึงจะได้สิ่งเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น หากคุณอยากให้แฟนของคุณเลิกสูบบุหรี่ คุณก็อย่ามัวแต่เทศนาเขา แต่ให้พูดถึงผลเสียที่จะส่งผลต่อสิ่งที่เขาต้องการ อาทิ หากความต้องการของเขาคือความงาม คุณก็อาจบอกเขาว่ามันจะส่งผลเสียต่อผิวพรรณของเขานะ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามความต้องการดังกล่าวนั้น จะต้องเป็นความต้องการอย่างแรงกล้า จึงจะสามารถใช้เป็นสิ่งจูงใจเขาได้ ดังนั้นสิ่งแรกที่คุณควรทำก่อนการพูดจูงใจผู้อื่นให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็คือการพูดปลุกความต้องการของผู้อื่นให้กลายเป็นความต้องการอย่างแรงกล้าเสียก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยใช้ความต้องการนั้นๆ เป็นสิ่งจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามที่เราต้องการ

หากคุณลองพิจารณาดูจะเห็นได้ว่าเทคนิคทั้ง 3 อย่างข้างต้นนี้ล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน กล่าวคือ หากคุณเข้าใจเรื่องความต้องการการยอมรับหรือการรู้สึกเป็นคนสำคัญของผู้อื่น คุณก็จะทราบถึงความสำคัญของการไม่พูดตำหนิติเตียนผู้อื่น และหากคุณสามารถควบคุมตนเองให้ไม่พูดตำหนิติเตียนผู้อื่นได้ คุณก็จะสามารถเข้าใจผู้อื่นได้มากขึ้นว่าแท้จริงแล้วความต้องการลึกๆที่เป็นแรงจูงใจของเขาคืออะไร ซึ่งจะช่วยให้คุณนำไปใช้จูงใจให้คนคนนั้นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตามที่คุณต้องการได้

Source

Dale Carnegie. 2009. How to Win Friends and Influence People. Thai translated by Asa Korjitmet. Bangkok: Saengdao Publishing House.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s